วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

VPN (Virtual Private Network)

 VPN ย่อมาจาก Virtual Private Network เป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อเครือข่ายนอกอาคาร (WAN - Wide Area Netwok) ที่กำลังเป็นที่น่าสนใจและเริ่มนำไปใช้ในหน่วยงานที่มีหลายสาขา หรือ มีสำนักงานกระจัดกระจายอยู่ในหลายภูมิภาค ในระบบ VPN การเชื่อมต่อระหว่างสำนักงานโดยใช้เครือข่าย อินเตอร์เนต แทนการต่อเชื่อมด้วย Leased line หรือ Frame Relay
         PN : Private network คือเครือข่ายภายในของแต่ละบริษัท (Public Network คือเครือข่าย สาธารณะเช่น Internet) Private network เกิดจากการที่บริษัทต้องการเชื่อมเครืข่ายของแต่ละสาขา สำนักงาน เข้าด้วยกัน (กรณีพวกที่เชื่อมต่อด้วย TCP / IP เลขที่ IP ก็จะกำหนดเป็น 10.xxx.xxx.xxx หรือ 192.168.xxx.xxx หรือ 172.16.xxx.xxx) ในสมัยก่อนจะทำการเชื่อมต่อด้วย leased line หลังจากที่เกิดการเติบโตของการใช้งาน Internet และการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง การปรับปรุงในเรื่อง ความเร็วของการเชื่อมต่อ ทำให้เกิดแนวคิดในการแทนที่ leased line หรือ Frame Relay ซึ่งมีราคาแพงด้วย Internet ที่มีราคาถูกกว่า แล้วตั้งชื่อ Virtual Private Network

Remote Access VPN
       เป็นการให้ผู้ใช้สามารถติดต่อเข้าใช้งานเครือข่ายของบริษัทได้ เช่น พวกผู้บริหาร หรือ ฝ่ายขาย ที่ออกไปทำงานนอกสถานที่สามารถเชื่อมต่อเข้าเครือข่ายของบริาทเพื่อเช็คข่าว อ่านเมล์ หรือ ใช้งานโปรแกรม เพื่อเรียกดูข้อมูล เป็นต้น อันนี้ถ้าเป็นสมัยก่อน ก็ต้องไปที่สำนักงานที่มีอยู่ในต่างประเทศ ถ้าไม่มีก็อาจจะต้อง ใช้การโทรทางไกลเข้ามาเชื่อมต่อกับศูนย์คอมพิวเตอร์ซึ่งค่าใช้จ่ายก็สูงด้วยการใช้ VPN สามารถ login เข้าสู่ ระบบงานของบริษัทโดยใช้โปรแกรมจำพวก VPN Client เช่น Secureremote ของบริษัท Checkpoint เป็นต้น วิธีการอย่างนี้ทำให้เกิดความคล่องตัวในการทำงานเป็นอย่างมาก
วีธีการทำงาน
       ที่สำนักงานจะต้องมีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตตลอดเวลาและลงโปรแกรม VPN Server / Gateway ไว้เพื่อรับคอนเนคชั่น โปรแกรมที่นิยมได้แก่ Checkpoint firewall - 1 หรือ VPN - 1 ทำหน้าที่รับ และตรวจสอบ การเชื่อมต่อจากเครื่องลูกข่าย สำหรับเครื่องลูกข่ายก็จะลงโปรแกรม VPN Client ซึ่งจะติดต่อกับเครื่องแม่ข่าย เพื่อเข้าใช้งาน เครือข่าย และต้องสามารถต่อเชื่อมอินเตอร์เน็ต
LAN - to - LAN connectivity
        กรณีนี้ จะเป็นเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย 2 เครือข่าย เช่น เครือข่ายของสำนักงานสาขา เข้ากับเครือข่าย ของสำนักงานงานใหญ่ กรณ๊นี้ทั้งสองสำนักงานจะทำการเชื่อมต่อ Internet ตลอดเวลา และทั้งสองฝั่งจะลง โปรแกรม VPN Server / gateway หรือสำหรับสำนักงานสาขาอาจติดตั้งเพียงแค่โปรแกรม VPN getway อย่างไรก็ตามปัจจุบันได้มีผู้ผลิตเราเตอร์ที่มีความสามารถด้าน VPN ออกมาขายไม่ว่าจะเป็นจาก CISO Checkpoint Sonicwall
VPN ทำงานอย่างไร การที่เราใช้งานเครือข่าย Private network นั้นทำให้มีความปลอดภัยเนื่องจากโอกาสที่ข้อมูลจะตก อยู่ในมือผู้ไม่พึงประสงค์นั้นมีน้อย รวมทั้งอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อยังมีความสามารถในการเข้ารหัสและถอดรหัสข้อมูล ในขณะที่การใช้งานอินเตอร์เนตนั้นปกติจะไม่มีการเข้ารหัส ข้อมูลที่ส่งกันก็ไม่ได้ส่งตรงไปยังคอมพิวเตอร์ปลายทาง แต่ต้องผ่านเราเตอร์และเกตเวย์ต่าง ๆ ตั้งมากมายกว่าที่ข้อมูลจะถูกส่งไปปลายทาง ซึ่งถ้าเราจะใช้อินเตอร์เนตในการ ส่งข้อมูลทางธุรกิจภายในบริาทจะเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงจึงได้มีการพัฒนาเทคนิคขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัย ดังกล่าว เรียก Tunnel
Tunnel คือการที่ VPN client จะติดต่อกับ VPN Server โดยพยายามใช้เส้นทางประจำ (ปกติแล้ว ตามหลักการ การเชื่อมของ Internet นั้นจะไม่มีการกำหนดเส้นทางการเชื่อมต่อ เส้นทางการเชื่อมต่อจะเปลี่ยนไปตามสภาพการจราจร โดยเราเตอร์จะเลือกเส้นทางที่เหมาะสมในการส่งข้อมูล)
รูปแบบของการทำ Tunnel มีอยู่ 2 แบบ คือ
 voluntary tunneling : เป็นการทำ tunnel โดย ผู้ใช้ทำการต่อเชื่อมกับ ISP หลังจากนั้น VPN Client โปรแกรมจะทำการเชื่อมกับเครือข่าย VPN
 compulsory tunneling : วิธีนี้จะจัดการโดย ISP โดยผู้ใช้เพียงแต่เชื่อมต่อเข้า ISP เท่านั้น หลังจากที่ กระบวนการตรวจสอบผู้ใช้เสร็จสิ้นระบบของ ISP จะทำการเชื่อมต่อเครื่องของผู้ใช้เข้ากับเครือข่าย VPN ของผู้ใช้ ซึ่งการเชื่อมต่อแบบนี้ทาง ISP จะต้องติดตั้งอุปกรณ์เสริมที่เรียกว่า Front End Processor (FEP) หรือบางทีเรียกว่า POP Server (Point of Present Server)
VPN Protocol
โปรโตคอลที่ใช้ได้แก่
 Point - to - Point Tunneling Protocol (PPTP) : เป็นเสปกที่พัฒนาขึ้นโดยไมโครซอฟท์ โดยเป็นโปรโตคอล
ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการของไมโครซอฟท์
 Layer Two Tunneling Protocol (L2TP) : พัฒนาขึ้นโดย CISCO ผู้ผลิตอุปกรณ์เนตเวอร์ครายใหญ่
Internet Protocol Security (IPsec) เป็นกลุ่มของโปรโตคอลหลายโปรโตคอล
 IPsec สามารถใช้เป็น VPN protocol เองได้ หรือสามารถทำงานเป็นส่วนหนึ่งของโปรโตคอลอื่น เช่น PPTP
L2TP ในเรื่องการเข้ารหัสข้อมูล
ข้ อ ดี ข อ ง V P N
 ลดค่าใช้จ่ายจากการศึกษาของ IDC พบว่า VPN สามารถลดค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อแบบ WAN ได้ราว 40 %
 ความยืดหยุ่นสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีการทำ Remote Access ให้ผู้ใช้ติดต่อเข้ามาใช้งานเครือข่าย จากนอกสถานที่
ข้ อ เ สี ย ข อ ง V P N
 VPN ทำงานอยู่บน Internet ซึ่งความเร็ว และการเข้าถึง และคุณภาพ (speed and access) เป็นเรื่องเหนือ
การควบคุมของผู้ดูแลเครือข่าย
 VPN technologies ต่างกันตามผู้ขายแต่ละรายยังไม่มีมาตรฐานที่ใช้ร่วมกันอย่างแพร่หลายมากนัก
 ต้องมีการพัฒนาเพื่อรองรับโปรโตคอลอื่นนอกจากโปรโตคอลที่อยู่บนพื้นฐานของ IP

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การสื่อสารด้วยระบบ Voice over IP

การขยายตัวของระบบเครือข่ายสัญญาณข้อมูล หรือ Data Network ในปัจจุบันนั้นมีอัตรา
การเติบโตที่รวดเร็วมากกว่าการขยายตัวของเครือข่ายสัญญาณเสียง จึงทำให้มีการนำเทคโนโลยีที่
สามารถนำสัญญาณเสียงมารวมอยู่บนระบบเครือข่ายของสัญญาณข้อมูลและมีการรับ-ส่งสัญญาณ
ทั้งคู่ได้ในเวลาเดียวกัน ทำให้มีความสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นลักษณะการรวมบริการ
หลายๆ อย่างไว้ในโครงข่ายเดียวกัน โดยให้บริการได้ทั้งสัญญาณเสียง, ข้อมูล และภาพภายใต้
โครงข่ายแบบแพ็คเกจ โดยการส่งข้อมูลทั้งสัญญาณภาพ และเสียงเป็นชุดของข้อมูลที่สัญญาณจะ
ถูกแปลงเป็นข้อมูลก่อนที่จะถูกส่งผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต หรือผ่านสายเช่าที่ใช้โปรโตคอล IP
(Internet Protocol)ปัจจุบันพัฒนาการทางด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศโดยไม่หยุดนิ่ง ทำให้มีการบริการด้นเทคโนโลยีต่างๆ มากมายให้เลือกใช้ได้อย่างที่ต้องการ และเทคโนโลยีที่นำมาเสนอก็คือ บริการโทรศัพท์ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีชื่อ Voice over IP หรือ VoIP เป็นเทคโนโลยีที่รวมการส่งสัญญาณเสียงกับข้อมูลเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้การส่งผ่านสัญญาณทั้งสองไปบนระบบเครือข่ายด้วยโปรโตคอล ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันอย่าง IP (Internet Protocol) หรือ การบริการที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ในการสื่อสารพูดคุยแลกเปลี่ยนกันแทนการใช้เครื่องโทรศัพท์แบบเดิม


บทนำ

ปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารนั้นมีการพัฒนามากขึ้นทำให้การขยายตัวของระบบเครือข่ายสัญญาณข้อมูล มีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วกว่าการขยายตัวของเครือข่ายสัญญาณเสียงค่อนข้างมากมารวมอยู่บนระบบเครือข่ายของสัญญาณข้อมูล ทำให้มีความสะดวกและเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นลักษณะการรวมบริการหลายๆ อย่างไว้ในโครงข่ายเดียวกัน โดยให้บริการได้ทั้งสัญญาณเสียง ข้อมูล และภาพภายใต้โครงข่ายแบบแพ็คเกจ และด้วยพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และสารสนเทศที่ไม่หยุดนิ่ง ทำให้ในโลกปัจจุบันมีบริการมากมายให้ได้เลือกใช้ได้อย่างที่ต้องการ และเทคโนโลยีที่นำมาเสนอนั้นก็คือ บริการโทรศัพท์ผ่านระบบ Internet ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ Voice over IP (VoIP) ทั้งนี้ก็เพื่อให้การส่งผ่านสัญญาณทั้งสองไปบนระบบเครือข่าpด้วย Protocol ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันอย่าง IP (Internet Protocol) ได้ หรือจะให้เข้าใจให้ง่ายขึ้นก็คือ การบริการที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ในการสื่อสารพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน แทนการใช้เครื่องโทรศัพท์แบบเดิมผ่านทางระบบเครือข่ายInternet


Voice over IP (VoIP) คืออะไร

VoIP-Voice Over IP หรือ VoIP หมายถึง การส่งเสียงบนเครือข่ายไอพี เป็นระบบที่
แปลงสัญญาณเสียงในรูปของสัญญาณไฟฟ้ามาเปลี่ยนเป็นสัญญาณดิจิตอล เป็นการนำข้อมูลเสียง
มาบีบอัดและบรรจุลงเป็นแพ็กเก็ต ไอพี (IP) แล้วส่งไปโดยมีเราเตอร์ (Router) ที่เป็นตัวรับ
สัญญาณแพ็กเก็ต และแก้ปัญหาบางอย่างให้ เช่น การบีบอัดสัญญาณเสียง ให้มีขนาดเล็กลง การ
แก้ปัญหาเมื่อมีบางแพ็กเก็ตสูญหาย หรือได้มาล่าช้าการสื่อสารผ่านทางเครือข่ายไอพีต้องมีเราเตอร์ (Router) ที่ทำหน้าที่พิเศษเพื่อประกันคุณภาพช่องสัญญาณไอพีนี้ เพื่อให้ข้อมูลไปถึง ปลายทางหรือกลับมาได้อย่างถูกต้อง และอาจมีการให้สิทธิพิเศษก่อนแพ็กเก็ตไอพีอื่น (Quality of Service : QoS) เพื่อการให้บริการที่ทำให้เสียงมีคุณภาพ

รูปที่ 1 การสื่อสารแบบไอพีแพ็กเก็ต
ที่มา http://www.voipthailand.com/
นอกจากนั้น Voice over IP (VoIP) ยังเป็นการส่งข้อมูลเสียงแบบ 2 ทางบนระบบเครือข่าย
แบบ packet-switched IP network. ซึ่งข้อมูลนี้จะถูกส่งผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตสาธารณะ เพื่อสื่อสารระหว่าง VoIP ด้วยกัน โดยที่ยังคงความเป็นส่วนตัวไว้ได้
สำหรับการใช้งานเทคโนโลยี VoIP นั้น องค์กรทุกองค์กรก็สามารถนำเทคโนโลยีนี้มา
ประยุกต์ใช้งานได้ แต่สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ตรงและน่าจะได้รับประโยชน์จากการนำเทคโนโลยี
VoIP มาประยุกต์ใช้งานมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มธุรกิจขนาดย่อม หรือ SME (Small/Medium
Enterprise) รวมถึงกลุ่ม ISP (Internet Service Provider) ต่างๆ สำหรับกลุ่มธุรกิจ SME อาจจะต้องเป็นกลุ่มที่มีระบบเครือข่ายข้อมูลของตนเองอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเครือข่าย Leased Line, ISDN รวมถึงมีระบบตู้สาขาโทรศัพท์ในการใช้งานด้วย การนำเทคโนโลยี VoIP มาใช้งานนั้นจะทำให้องค์กรลดค่าใช้จ่ายในการใช้งานการสื่อสารสัญญาณเสียงไปได้อย่างมาก และเนื่องด้วยในปัจจุบันการขยายตัวของระบบเครือข่ายสัญญาณข้อมูล หรือ Data Network มีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วกว่าการขยายตัวของเครือข่ายสัญญาณเสียงค่อนข้างมาก จึงทำให้มีการนำเทคโนโลยีที่สามารถนำสัญญาณเสียงเหล่านั้นมารวมอยู่บนระบบเครือข่ายของสัญญาณข้อมูลและมีการรับ-ส่งสัญญาณทั้งคู่ได้ในเวลาเดียวกัน เพื่อเป็นการสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าโทรศัพท์ทางไกลต่างจังหวัด หรือรวมถึงค่าโทรศัพท์ทางไกลต่างประเทศด้วยถ้าหากองค์กรนั้นมีสาขาอยู่ในต่างประเทศด้วยเทคโนโลยีและการทำงานของ Voice over IP (VoIP)เทคโนโลยี VoIP นั้น มีการทำงานในรูปแบบของโปรโตคอล IP ซึ่งมีมาตรฐานการใช้งาน โดยทั่วไป 2 มาตรฐาน ได้แก่ มาตรฐาน H.323 และมาตรฐาน SIP มาตราฐานทั้งสองรูปแบบนี้ สามารถเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า “Call Control Technologies” ซึ่งถือว่าเป็น
ส่วนประกอบสำคัญสำหรับการนำเทคโนโลยี VoIPมาใช้งาน
มาตรฐาน H.323
มาตรฐาน H.323 เป็นมาตรฐานภายใต้ ITU-T (International Telecommunications Union)
ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นมาตรฐานสำหรับการทำ Multimedia Conferencing บนระบบเครือข่าย LAN เป็นหลัก และต่อมาได้ถูกพัฒนาให้ครอบคลุมต่อการทำงานกับเทคโนโลยี VoIP ด้วย
มาตรฐาน SIP (SessionInitiationProtocol)
มาตรฐาน SIP เป็นมาตรฐานใหม่ในการใช้งานเทคโนโลยี VoIP ถูกออกแบบมาให้ใช้
งานกับระบบIP โดยเฉพาะภายใต้ IETF Standard ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับการเชื่อมต่อ VoIP เป็นมาตรฐาน Application Layer Control Protocol สำหรับการเริ่มต้น , การปรับเปลี่ยน และการสิ้นสุดของ Session หรือการติดต่อสื่อสารหนึ่งครั้ง
มาตรฐาน SIP จะมีสถาปัตยกรรมการทำงานคล้ายคลึงการทำงานแบบ Client-Server
Protocol เป็นมาตรฐานที่มี Reliability ที่ค่อนข้างสูง

ระบบของ VoIP สามารถแบ่งได้เป็น 4 ส่วน คือ
1. Voice Processing module
เป็นการสุ่มตัวอย่างสัญญาณเสียงเพื่อส่งผ่านเครือข่าย IP ซอฟต์แวร์นี้โดยทั่วไปทำงานบน
DSP (Digital Signal Processing) Voice Processing module จะต้องประกอบด้วยโปรแกรมซึ่งทำหน้าที่ดังต่อไปนี้
1.1 PCM Interface
เป็นการรับตัวอย่าง (สัญญาณสุ่ม) จาก PCM และส่งต่อให้กับ VoIP Software module
ปฏิบัติการต่อ PCM จะทำการสุ่มตัวอย่างเฟสอีกครั้งจากตัวอย่างที่เป็นผลลัพธ์ของ analog
interface ซึ่งจะมีการทำการบีบอัดเพื่อป้องกันสัญญาณรบกวน และทำการแปลงสัญญาณ Analog
เพื่อไปเป็น Digital
1.2 Echo Cancellation Unit
เป็นหน่วยกำจัดการสะท้อนของสัญญาณข้อมูลเสียงที่ถูกสุ่มตัวอย่าง และรูปแบบของการ
สื่อสารเป็นแบบ full duplex ตามมาตรฐานของ ITU G.165 หรือ G.168 echo cancellation จำเป็น
กรณีที่ความล่าช้า 1 รอบของ VoIP มีค่ามากกว่า 50 ms
1.3 Voice Activity/Idle Noise Detector
มีหน้าที่ระงับการส่ง Packet เมื่อไม่มีสัญญาณเสียง ทำให้ประหยัดแถบความถี่ ถ้าตรวจจับ
ได้ว่าไม่มีกิจกรรมเกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ผลลัพธ์ของ voice encoder จะถูกระงับไม่ให้ส่งผ่าน
เครือข่าย ระดับของเสียงว่างเปล่า (idle noise) จะถูกวัดและแจ้งให้ปลายทางทราบเพื่อที่จะแทรก "comfortable noise" เข้าไปในสายเพื่อไม่ให้คนฟังได้รับสายเงียบในโทรศัพท์
1.4 Tone Detector
ทำหน้าที่ตรวจจับการได้รับ DTMF tones (Dial Tone Multi-Frequency) กลุ่มของ Tones
ที่ตรงตามมาตรฐานและถูกเขียนทับ ใช้ในสัญญาณโทรศัพท์ซึ่งกำเนิดโดย touch tone pad) และแยกสัญญาณว่าเป็นเสียง หรือ แฟกซ์
1.5 Tone Generator
มีหน้าที่กำเนิด DTMF tones และ call progress tones ภายใต้คำสั่งของระบบปฏิบัติการ
1.6 Facsimile Processing module
มีหน้าที่ถ่ายถอดแฟกซ์โดย Stimulate สัญญาณ PCM และแยกข่าวสารออกมา และบรรจุ
ข้อมูลที่สแกนแล้วลงใน Packet
1.7 Packet Voice Protocol module
มีหน้าที่รวบรวมสัญญาณเสียงที่ถูกบีบอัด และข้อมูลแฟกซ์ เพื่อส่งผ่านเครือข่ายข้อมูล แต่
ละ Packet มีลำดับเลขที่ทำให้ Packet ที่ได้รับถูกส่งเรียงกามลำดับถูกต้อง และสามารถตรวจจับPacket ที่หายได้
1.8 Voice Play out module ที่ปลายทาง ทำหน้าที่บัฟเฟอร์ Packet ที่ได้รับ และส่งต่อให้กับเครื่องเข้ารหัสเสียง เพื่อเล่นเสียงออกมา
2.The Call Processing module
ทำหน้าที่เป็น signaling gateway ยอมให้มีการสร้าง call ผ่านเครือข่าย Packet ซอฟต์แวร์นี้
จะ support สายส่งสัญญาณระหว่าง PBX และ CO ใช้ในการจองสาย ส่งต่อ และ เลิกสาย จะ
ตรวจจับสัญญาณเรียกใหม่ที่เกิดขึ้น และเก็บข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่
3. Packet Processing module
เป็นขั้นตอนการบรรจุสัญญาณข้อมูลเสียงลงใน Packet เพิ่ม transport headers ก่อนส่ง
Packet ผ่านเครือข่าย IP หรือเครือ Packet อื่นๆ แปลงข่าวสารของสัญญาณจาก telephony protocol
เป็น packet signaling protocol
4. Network management
จะควบคุมการจัดส่งข้อมูลไปให้ถึงปลายทาง สำหรับการสนทนาด้วยเสียงนั้นจำเป็นอย่าง
ยิ่งที่จะต้องส่งข้อมูลแบบเวลาจริง แต่สำหรับ TCP/IP นั้น ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทำเช่นนั้นได้ เรา
ทำได้เพียงกำหนดนโยบายเพื่อให้ Packet ของ H.323 ผ่าน router แต่ละตัวไปให้เร็วที่สุด
ลักษณะการทำงานของ VoIP
สามารถแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะคือ
1. คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ไปยัง คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ( PC to PC )
2. คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ไปยัง โทรศัพท์พื้นฐาน ( PC to Phone )
3. โทรศัพท์กับโทรศัพท์ ( Telephony )
• คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ไปยัง คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ( PC to PC) คือ PC มีการติดตั้ง
sound card และไมโครโฟน ที่เชื่อมต่ออยู่กับเครือข่าย IP การประยุกต์ใช้ PC และ IPenabled
telephones สามารถสือสารกันได้แบบจุดต่อจุด หรือ แบบจุดต่อหลายจุด โดย
อาศัย software ทางด้าน IP telephony
• คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ไปยัง โทรศัพท์พื้นฐาน ( PC to Phone ) คือการเชื่อมเครือข่าย
โทรศัพท์เข้ากับ เครือข่าย IP ทำให้โดยอาศัย Voice trunks ที่สนับสนุน voice packet
ทำให้สามารถใช้ PC ติดต่อกับ โทรศัพท์ระบบปรกติได้
• โทรศัพท์กับโทรศัพท์ ( Telephony ) คือ เป็นการใช้โทรศัพท์ธรรมดา ติดต่อกับ
โทรศัพท์ธรรมดา แต่ในกรณีนี้จริงๆแล้วประกอบด้วยขั้นตอนการส่งเสียงบนเครือข่าย
แพ็กเก็ตประเภทต่างๆ ซึ่งทั้งหมดติดต่อกันระหว่างชุมสายโทรศัพท์ (PSTN) การ
ติดต่อกับ PSTN หรือ การใช้โทรศัพท์ร่วมกับเครือข่ายข้อมูลจำเป็นต้องใช้ gateway
องค์ประกอบของ VoIP
1. Software Client หรือ IP Telephony อาจจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ได้รับการติตตั้ง
โปรแกรมสื่อสารไอพี หรืออุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบขึ้นมา สำหรับการใช้งานโทรศัพท์ผ่าน
ระบบอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะ หรือเครื่องโทรศัพท์แบบไอพี (IP Phone)
รูปที่ 2. NEC (750261) Voice Interface Card และ Cisco 7970G IP Phone
http://www.dcomputer.com/proinfo/TipTrick/techno_VoIP01.asp
2. Telephony applications เป็น Application ที่สร้าง Value added ให้กับระบบเครือข่าย IP
Telephony ที่มีการใช้งานร่วมกันทั้งข้อมูลเสียงและข้อมูลอื่นๆ ตัวอย่างของ Application เหล่านี้
เช่น
• Unified Messaging เป็น Application ที่รวมการทำงานของ Voice mail, Email และ
Fax mail เข้าไว้ด้วยกัน เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งานของ User
• Call Center เป็น Application ที่มีไว้เป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ผู้ใช้ที่ต้องการทราบข้อมูล
ต่างๆ ติดต่อเข้ามาหรือเพื่ออำนวยความสะดวกการให้บริการอื่นๆ
• Interactive Voice Response (IVR) ในขณะที่ผู้ใช้งานทั่วไปต้องการทำรายการต่างๆ
ผ่านทางโทรศัพท์ เช่น Phone-Banking ซึ่งผู้ใช้จะต้องโทรเข้ามาที่อุปกรณ์ IVR นี้ แล้ว
อุปกรณ์จะแปลงสัญญาณโทรศัพท์ (Tone) ให้เป็นข้อมูลซึ่งส่งต่อไปยัง Application
ปลายทางของระบบ
3. VoIP Gateway เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการแปลงสัญญาณเสียงให้เป็นข้อมูลเสียงที่
สามารถวิ่งอยู่บนเครือข่ายข้อมูลแบบ IP ได้ ซึ่งเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อเข้ากับเครื่องโทรศัพท์
ตู้ชุมสายโทรศัพท์ กับระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตอย่างเครือข่ายไอพี ซึ่งการจะใช้งานระบบ
โทรศัพท์ไอพีต้องอาศัยอุปกรณ์นี้เป็นตัวกลางก่อนโดยสามารถแบ่งชนิดของ gateway ได้คือ
• IP-enabled PBX เป็น PBX ที่ใช้รับส่งข้อมูลเสียงผ่านเครือข่าย IP network ซึ่ง gateway
แบบนี้สามารถใช้คุณลักษณะเดิมของระบบ PBX ได้เช่น Call routing, Trunk
selection, Call forwarding to remote worker, และอื่นๆ อีกมากมายบนระบบเครือข่าย
PBX
รูปที่ 3. VOIP PBX’s Ascotel 200 และ Ascotel IntelliGate 2065 R
ที่มา http://www.dcomputer.com/proinfo/TipTrick/techno_VoIP01.asp
• Telephony router & access device หรืออุปกรณ์ Switching เป็น gateway เพื่อรองรับ
การใช้งานข้อมูลเสียง ซึ่งการบริหารความสำคัญและจัดสรร Bandwidth ให้กับข้อมูล
ทั่วไปและข้อมูลเสียงจะขึ้นอยู่กับคุณลักษณะเฉพาะของอุปกรณ์นั้นๆ เช่น RSVP,
Weight Fair Queuing เป็นต้น
4. Gatekeeper เป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบ Internet ใช้เป็นฐานข้อมูลของ
หมายเลข IP, หมายเลขโทรศัพท์ และบอกทิศทางที่ถูกต้องในการที่จะติดต่อกันระหว่างหมายเลข
หนึ่งไปอีกหมายเลขหนึ่ง และเป็นตัวกลางที่ใช้บริหารจัดการและควบคุมการให้บริการของ VoIP
Gateway กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งซอฟท์แวร์สำหรับใช้งาน VoIP หรือเครื่องโทรศัพท์แบบ
ไอพี
ขั้นตอนการทำงานของ VoIP
1. เมื่อผู้พูดโทรศัพท์จากเครื่องโทรศัพท์ธรรมดา หรือพูดผ่านไมโครโฟนที่ถูกต่อเข้ากับ
การ์ด เสียงของเครื่องคอมพิวเตอร์คลื่นสัญญาณเสียง แบบ อนาล็อกก็จะได้รับการแปลงเป็น
สัญญาณดิจิตอล จากนั้นจะถูกบีบอัดด้วยตัวถอดรหัสผ่านอุปกรณ์ PBX (Private Box Exchang)
หรือ VoIP Gateway
รูปที่ 4. การแปลงสัญญาณเสียงอนาล็อกเป็นสัญญาณดิจิตอล
ที่มา http://www.vcharkarn.com
2. เมื่อผ่าน VoIP Gateway แล้วก็จะถูกส่งต่อไปยัง Gatekeeper เพื่อค้นหาเครื่องปลายทางที่
จะรับการติดต่อ เช่น หมายเลขไอพี หมายเลขโทรศัพท์ เป็นต้น แล้วแปลงเป็นแพ็กเกจข้อมูลส่งออก
ไปบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อส่งให้กับผู้รับปลายทางต่อไป
รูปที่ 5. การแปลงแพ็กเกจข้อมูลส่งออกไปบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ที่มา http://www.vcharkarn.com
3. เมื่อ Packet เหล่านั้นไปถึงด้านปลายทาง ข้อมูล Header เหล่านี้จะถูกแยกออกเพื่อให้
เหลือแค่ Voice Frame หลังจากนั้นก็จะทำการแปลงสัญญาณ Digital PCM ให้กลับมาเป็นสัญญาณ
รูปแบบ Analog ที่เป็นสัญญาณเสียงที่ได้ยินกันอีกครั้งหนึ่ง
ปัจจัยที่ทำให้เกิดการใช้ VoIP
1. โอกาสที่จะติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศ โดยผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือ
อินทราเน็ต โดยมีราคาที่ถูกกว่าโครงข่ายโทรศัพท์ทั่วไป
2. การพัฒนารูปแบบการสื่อสารใหม่ๆ เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน โดยที่ส่วนหนึ่งถูกพัฒนาขึ้นให้
สามารถใช้งานใน VoIP ทำให้สามารถติดต่อสื่อสารได้กว้างไกลมากขึ้น
3. การเป็นที่ยอมรับ และรับเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในชีวิตประจำวัน ในช่วง 10 ปีที่ผ่าน
มาอย่างมากมาย รวมทั้งการเพิ่มจำนวนขึ้นของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำ
ให้ VoIP ได้รับความนิยมในการติดต่อสื่อสาร
4. มีการใช้ประโยชน์จากระบบ Network ที่มีการพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปในปัจจุบัน ให้
สามารถใช้งาน ได้ทั้งในการส่งข้อมูล และเสียงเข้าด้วยกัน
5. ความก้าวหน้าทางด้านการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ ช่วยลดต้นทุนในการสร้าง
เครือข่ายของ VoIP ในขณะที่ ความสามารถ การให้บริการมีมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจต่างๆ เข้ามาร่วม
ใน VoIP มากขึ้น
6. ความต้องการที่จะมีหมายเลขเดียวในการติดต่อสื่อสารทั่วโลก ทั้งด้านเสียง, แฟกซ์ และ
ข้อมูล ถึงแม้ว่าบุคคลนั้น จะย้ายไปที่ใด ก็ตามก็ยังคงสามารถใช้หมายเลขเดิมได้ เป็นความต้องการ
ของผู้ใช้งานและธุรกิจ
7. การเพิ่มขึ้นอย่างมากมายของการทำรายการต่างๆ บน E-Commerce ในปัจจุบัน ผู้บริโภค
ต่างก็ต้องการการ บริการที่มีคุณภาพ และมีการโต้ตอบกันได้ระหว่างที่กำลังใช้ อินเทอร์เน็ตอยู่ ซึ่ง
VoIP สามารถเข้ามาช่วยในส่วนนี้ได้
8. การเติบโตอย่างรวดเร็วของ Wireless Communication ในปัจจุบัน ซึ่งผู้ใช้ในกลุ่มนี้
ต้องการ การติดต่อสื่อสารที่ราคาถูกลง แต่มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน ดังนั้นตลาดกลุ่มนี้ถือว่า
เป็นโอกาสของ VoIP
คุณสมบัติสำคัญของ VoIP เมื่อเทียบกับระบบโทรศัพท์แบบเดิม
ระบบโทรศัพท์แบบเดิม
ระบบโทรศัพท์แบบเดิมที่ใช้งานผ่านตู้สาขา (PBX) ช่วยให้องค์กรสามารถใช้คู่
สายโทรศัพท์ที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถแจกจ่ายเบอร์ต่อให้กับผู้ใช้งาน
ได้มากกว่าคู่สายจริง เปรียบเสมือนการแบ่งใช้คู่สายโทรศัพท์ โดยมี PBX เป็นตัวจัดการ โดยมี
คุณสมบัติพิเศษต่างๆ ของระบบโทรศัพท์ คือ โอนสายและวอยซ์เมล์
ระบบโทรศัพท์แบบ VoIP
ระบบ VoIP เป็นเสมือนชุดแอพพลิเคชั่นสำหรับการติดต่อสื่อสารด้วยสียง ผ่านเครือข่าย
ข้อมูลแบบ IP โดยระบบมีคุณสมบัติของระบบฝากข้อความระบบอิเล็กทรอนิกเมล์และระบบ
แฟกซ์ไว้ด้ายกัน โดยมีคุณสมบัติการทำงาน ดังนี้
1. สามารถโอนสายไปยังโทรศัพท์เครื่องอื่น หรือระบบวอยซ์เมล์อัตโนมัติ ในกรณีในกรณีไม่มี
ผู้รับสาย
2. สามารถติดต่อผู้รับสายได้โดยตั้งลำดับการรับสายได้ เช่น เริ่มจากเครื่อง IP Phone ที่โต๊ะทำงาน,
โทรศัพท์มือถือ และเบอร์ที่บ้าน หากยังไม่มีการรับสายอีกก็สามารถส่ง Massage ไปยัง E-Mail
หรือโทรศัพท์มือถือ
3. สามารถแสดงเบอร์โทรศัพท์ หรือ IP Address เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้เป็นเครื่องมือสื่อสาร ให้ผู้
รับสายมองเห็นเบอร์ของคู่สนทนาได้
4. สามารถใช้งานโทรศัพท์ผ่านทางเครื่อง IP Phone หรือคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต
5. สามารถตรวจข้อความ E-Mail, Voice Mail, Fax ผ่านแอพพลิเคชั่นบนเครื่องคอมพิวเตอร์
6. สามารถรับ-ส่งแฟกซ์ผ่านเครื่องแฟกซ์หรือแอพพลิเคชั่นบนเครื่องคอมพิวเตอร์
ข้อดีและข้อจำกัดของเทคโนโลยี VoIP
ข้อดีของการนำเทคโนโลยี VoIP
1.สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับระบบเครือข่ายการสื่อสารข้อมูลที่มีอยู่แล้ว เช่น อุปกรณ์
Router หรือ Switch ทำให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ เนื่องจากสามารถนำอุปกรณ์ที่มีอยู่เดิมมา
ใช้งานได้ และถ้าหากมีการนำเทคโนโลยี VoIP มาประยุกต์ใช้งานในลักษณะการสื่อสารระยะ
ทางไกล เช่น ต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ ก็จะทำให้สามารถประหยัดค่าบริการทางไกลของระบบ
โทรศัพท์แบบปกติได้อีกด้วย
2. การนำเทคโนโลยี VoIP มาใช้งานนั้น จะทำให้สามารถนำอุปกรณ์ที่มีการใช้งานอยู่แล้ว
เช่น อุปกรณ์ Router, Switch หรือแม้กระทั่งตู้ PBX นำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์เพิ่มขึ้นจากที่
เป็นอยู่เดิม ซึ่งถือเป็นการนำอุปกรณ์เดิมมาใช้ประโยชน์ให้สูงสุดด้วย
3. องค์กรที่นำเทคโนโลยี VoIP ไปใช้งานเพื่อเป็นการติดต่อสื่อสารกันระหว่างสาขาที่อยู่
ในระยะทางไกลกันนั้น จะทำให้องค์กรได้ประโยชน์ในแง่ของข้อมูลข่าวสารต่างๆ ระหว่างองค์กร
มากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีการสื่อสารแลกเปลี่ยนข่าวสารกันระหว่างสาขาขององค์กรมากยิ่งขึ้น โดยที่
ไม่ต้องกังวลในเรื่องของค่าใช้จ่ายของการสื่อสารทางไกลอีกต่อไป ทำให้แต่ละสาขาได้รับข่าวสาร
ข้อมูลล่าสุดขององค์กรอย่างทันท่วงที และไม่ต้องมีการรอ ซึ่งอาจนำมาซึ่งการล่าช้าในการ
ปฏิบัติงานและการบริการ
4. สามารถลดค่าใช้จ่ายในด้านต่างๆ ได้อย่างที่อาจจะไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายทางด้าน
ค่าบริการโทรศัพท์ทางไกล ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีการนำเทคโนโลยี VoIP นี้มาใช้งาน หรือ
รวมทั้งการที่สามารถลดค่าใช้จ่ายทางด้านบุคลากรที่จะมาดูแลในเรื่องของการให้บริการทาง
โทรศัพท์ได้อีกด้วย เพราะสามารถใช้แค่คนคนเดียวเพื่อให้บริการลูกค้าผ่านระบบโทรศัพท์กลาง
ขององค์กรและเชื่อมต่อไปยังสาขาต่างๆ ด้วยเทคโนโลยี VoIP
ข้อจำกัดของ VoIP
1. ความน่าเชื่อถือได้ของ VoIP ยังต้องมีการพิสูจน์และถือว่าเป็นข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดข้อ
หนึ่งที่ด้อยกว่า โครงข่ายชุมสายโทรศัพท์ ในปัจจุบัน
2. ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานที่แน่นอน ซึ่งทำให้มีปัญหาในการพัฒนา
3. ในการลงทุนที่จะเปลี่ยน มาเป็นระบบ VoIP ยังคงมีราคาที่สูงอยู่ ซึ่งก็คือ ค่าใช้จ่ายใน
Port ของ IP และ อุปกรณ์สำหรับระบบ VoIP เมื่อเทียบเคียงกับโครงข่ายชุมสายโทรศัพท์
4. IP Telephony สามารถเติบโตได้ เนื่องจากอัตราของราคาที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับโครงข่าย
ชุมสายโทรศัพท์ ดังนั้นหากโครงข่ายชุมสายโทรศัพท์ ลดราคาลงมาก็ทำให้ VoIP ไม่ได้เปรียบอีก
ต่อไป
5. ในการที่จะเปลี่ยนระบบจาก PSTN มาเป็น VoIP นั้น จำเป็นที่จะต้องอาศัยผู้จำหน่าย
อุปกรณ์ และผู้ติดตั้งระบบ VoIP ที่มีความรู้ ความชำนาญมากเพียงพอที่จะสนับสนุนระบบได้
6. การขาดมาตรฐานของอุปกรณ์โครงข่าย ทำให้การเจริญเติบโตไม่เร็วเท่าที่ควร เพราะไม่
อาจตัดสินใจได้ว่าจะเลือกอุปกรณ์ของค่ายใดที่สามารถรองรับการทำงานได้ดีที่สุด
7. อุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งคือ เรื่องกฎหมายการโทรศัพท์ผ่าน Internet Protocol ได้อย่าง
ถูกกฎหมายยังไม่ชัดเจน ทำให้มีผู้ให้บริการติดตั้งโทรศัพท์ผ่าน Internet Protocol ที่ถูกกฎหมาย
เพียงเจ้าเดียวคือ CAT
การประยุกต์ใช้ VoIP ในองค์กร
การใช้งานเทคโนโลยี VoIP ทุกองค์กรสามารถนำเทคโนโลยีนี้มาประยุกต์ใช้งานได้ แต่
สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่น่าจะได้รับประโยชน์จากการนำเทคโนโลยี VoIP มาประยุกต์ใช้งาน ได้แก่
กลุ่มธุรกิจขนาดย่อม หรือ SME (Small/Medium Enterprise) และกลุ่ม ISP (Internet Service
Provider) ต่างๆ
กลุ่มธุรกิจ SME อาจจะต้องเป็นกลุ่มที่มีระบบเครือข่ายข้อมูลของตนเองอยู่แล้ว ไม่ว่าจะ
เป็นเครือข่าย Leased Line, Frame Relay, ISDN หรือแม้กระทั่งเครือข่าย E1/T1 ก็ตาม รวมถึงมี
ระบบตู้สาขาโทรศัพท์ในการใช้งานด้วย การนำเทคโนโลยี VoIP มาใช้งานนั้นจะทำให้องค์กรลด
ค่าใช้จ่ายในการใช้งานการสื่อสารสัญญาณเสียงไปได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าโทรศัพท์ทางไกล
ต่างจังหวัด หรือรวมถึงค่าโทรศัพท์ทางไกลต่างประเทศด้วย แต่การที่องค์กรใดจะนำเทคโนโลยี
VoIP มาประยุกต์ใช้งานนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับจำนวนการใช้งานสัญญาณเสียงผ่านระบบโทรศัพท์ด้วย
ว่ามีการใช้งานมากน้อยแค่ไหน คุ้มค่าแก่การลงทุนในการพัฒนานำเทคโนโลยี VoIP มาใช้หรือไม่
กลุ่มธุรกิจ ISP นั้นสามารถที่จะนำเทคโนโลยี VoIP นี้มาประยุกต์ใช้งานเพื่อเป็นการเพิ่ม
โอกาสในธุรกิจของตนเองมากยิ่งขึ้น โดยทาง ISP ต่างๆ นั้นสามารถให้บริการ VoIP เพื่อเป็น
บริการเสริมเพิ่มเติมขึ้นมาจากการให้บริการระบบเครือข่าย Internet แบบปกติธรรมดา หรือที่
เรียกว่า Value Added Services ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างความแตกต่างและเพิ่มทางเลือกในการ
ให้บริการกับกลุ่มลูกค้าด้วย
นอกจากนี้ กลุ่มเป้าหมายที่น่าจะได้รับประโยชน์จากการนำเทคโนโลยี VoIP มา
ประยุกต์ใช้แล้ว ยังมีบทความที่ตีพิมพ์ได้กล่าวถึง ประโยชน์ที่ได้รับจากการนำเทคโนโลยี VoIP มา
ประยุกต์ใช้งานในองค์กรผู้ให้บริการทางด้านโทรคมนาคม และองค์กรที่มีการสื่อสารระหว่าง
สำนักงาน
อนาคตของ และแนวโน้มของ VoIP
Voice over IP เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการให้บริการอินเทอร์เน็ต และได้กลายเป็นบริการยอด
นิยมของผู้ที่เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ และนักศึกษา ซึ่งในปัจจุบัน Voice over IP ก็กำลังได้รับ
ความนิยมจากผู้ใช้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ การไม่สามารถเปิดให้บริการโทรศัพท์ด้วยเสียงผ่าน
อินเทอร์เน็ตจากเครือข่ายที่มีอยู่เดิม อาจทำให้ผู้ให้บริการ ต้องสูญเสียส่วนแบ่งในตลาด
โทรคมนาคม เนื่องจาก เมื่อใช้ Voice over IP ลูกค้ามีอิสระในการใช้เครือข่ายของผู้ให้บริการเดิม
หรือจะเปลี่ยนผู้ให้บริการใหม่ อย่าเช่น บริษัทผู้ให้บริการทีวีตามสายเคเบิล ทีวี หรือธุรกิจเกิดใหม่
อย่าง Net2Phone ได้ประกอบกับ การใช้งาน Voice over IP ไม่จำเป็นต้องโทรศัพท์ผ่านพีซีที่ใช้
ไมโครโฟนเป็นอุปกรณ์เสริมอีกต่อไป
แนวโน้มวงการโทรคมนาคม
ปัจจุบันการส่งสัญญาณเสียงกับข้อมูล จะถูกส่งผ่านโครงข่ายที่แยกจากกัน แต่แนวโน้ม
ของการสื่อสารโทรคมนาคมในอนาคตนั้น จะเป็นลักษณะการรวมบริการหลายๆ อย่างไว้ใน
โครงข่ายเดียว ซึ่งสามารถให้บริการได้ทั้งสัญญาณเสียง, ข้อมูล, ภาพ ภายใต้โครงข่าย แบบแพ็คเกจ
โดยการส่งข้อมูลทั้งสัญญาณภาพ และเสียงเป็นชุดของข้อมูล ที่สัญญาณเสียง จะถูกแปลงเป็นข้อมูล
ก่อนที่จะถูกส่ง ในโครงข่าย โดยใช้ไอพีโปรโตคอล ซึ่งกำลังเป็นสิ่งทีได้รับ ความสนใจ เป็นอย่าง
มาก ทั้งในส่วนขององค์กร ธุรกิจ และผู้ให้บริการโครงข่ายหลายราย สิ่งที่ผลักดันให้ VoIP ภายใต้
ไอพี เทเลโฟนนี่ (IP Telephony) เป็นที่ต้องการทางด้านการตลาด คือ
1. โอกาสที่จะติดต่อ สื่อสารระหว่างประเทศ โดยผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือ
อินทราเน็ต โดยมีราคาที่ถูกกว่าโครงข่ายโทรศัพท์ทั่วไป
2 .การพัฒนารูปแบบการสื่อสารใหม่ๆ เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน โดยที่ส่วนหนึ่งถูกพัฒนาขึ้นให้
สามารถใช้งานใน VoIP ทำให้สามารถติดต่อสื่อสารได้กว้างไกลมากขึ้น
3. การเป็นที่ยอมรับ และรับเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในชีวิตประจำวัน ในช่วง 10 ปีที่ผ่าน
มาอย่างมากมาย รวมทั้งการเพิ่ม จำนวนขึ้นของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำ
ให้ VoIP ได้รับความนิยมในการติดต่อสื่อสาร
4. มีการใช้ประโยชน์จากระบบ Network ที่มีการพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปในปัจจุบัน ให้
สามารถใช้งาน ได้ทั้งในการส่งข้อมูล และเสียงเข้าด้วยกัน
5. ความก้าวหน้าทางด้านการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ ช่วยลดต้นทุนในการสร้าง
เครือข่ายของ VoIP ในขณะที่ ความสามารถ การให้บริการมีมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจต่างๆ เข้ามาร่วม
ใน VoIP มากขึ้น
6. ความต้องการที่จะมีหมายเลขเดียวในการติดต่อสื่อสารทั่วโลก ทั้งด้านเสียง, แฟกซ์ และ
ข้อมูล ถึงแม้ว่าบุคคลนั้น จะย้ายไปที่ใด ก็ตามก็ยังคงสามารถใช้หมายเลขเดิมได้ เป็นความต้องการ
ของผู้ใช้งานและธุรกิจ
7. การเพิ่มขึ้นอย่างมากมายของการทำรายการต่างๆ บน e-Commerce ในปัจจุบัน ผู้บริโภค
ต่างก็ต้องการการ บริการที่มีคุณภาพ และมีการโต้ตอบกันได้ระหว่างที่กำลังใช้ อินเทอร์เน็ตอยู่ ซึ่ง
VoIP สามารถเข้ามาช่วยในส่วนนี้ได้
8. การเติบโตอย่างรวดเร็วของ Wireless Communication ในปัจจุบัน ซึ่งผู้ใช้ในกลุ่มนี้
ต้องการ การติดต่อสื่อสาร ที่ราคาถูกลง แต่มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน ดังนั้น ตลาดกลุ่มนี้ถือว่า
เป็นโอกาสของ VoIP
ดังนั้นทิศทางของการใช้บริการโทรศัพท์แบบเสียง มีแนวโน้มของการเจริญเติบโตค่อนข้าง
ต่ำ ในขณะที่อัตราการเจริญ เพิ่มของการ ใช้โทรศัพท์แบบข้อมูลมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว อัน
เนื่องจากการใช้งานที่แพร่หลายในทั่วโลก และนับจากที่เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ได้พัฒนามา
จนกระทั่งระบบโทรศัพท์บนอินเทอร์เน็ต (VoIP)
บทสรุป
ปัจจุบันการใช้บริการโทรศัพท์แบบเสียง หรือโครงข่ายชุมสายโทรศัพท์ (PSTN) มี
แนวโน้มของการเจริญเติบโตค่อนข้างต่ำ ในขณะที่อัตราการใช้โทรศัพท์แบบข้อมูลมีการเติบโต
มากขึ้น อันเนื่องจากการใช้งานที่แพร่หลายในทั่วโลก และนับจากที่เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตได้
พัฒนามาจนกระทั่งระบบโทรศัพท์บนอินเทอร์เน็ต (VoIP) ได้กลายเป็นทางเลือกใหม่ให้กับ
ผู้ใช้บริการ ซึ่งมีแนวโน้มจะเข้ามามีส่วนแบ่งของตลาดในอนาคต โดยจุดแข็งอย่างหนึ่งที่เห็นได้
ชัดเจนคือ ราคาค่าบริการที่จะต่ำกว่า เช่น ค่าบริการโทรศัพท์ทางไกล หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ
ค่าบริการทางไกลต่างประเทศ ซึ่งระบบโทรศัพท์ไอพี จะเก็บค่าบริการเท่ากับค่าบริการที่ระบบ
โทรศัพท์ธรรมดาโทรในพื้นที่ที่ต่อเข้ากับเซิร์ฟเวอร์รวมกับค่าบริการรายเดือนที่ต้องจ่ายให้กับ ISP
เท่านั้น จุดอ่อนของ VoIP คือ ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานของ VoIP ที่แน่นอน ซึ่งอาจจะทำให้มี
ปัญหาในการพัฒนาทางเทคโนโลยีต่อไปได้ และการใช้งาน VoIP นั้นมีการลงทุนในระบบค่อนข้าง
สูง แต่ยังสามารถแข่งขันได้ในเรื่องของอัตราค่าบริการที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับโครงข่ายโทรศัพท์
ดังนั้น หากโครงข่ายโทรศัพท์ ลดราคาลงมาก็ทำให้ VoIP ไม่ได้เปรียบอีกต่อไป
เอกสารอ้างอิง
http://www.adslthailand.com/forum/viewtopic.php?t=69686
http://www.dcomputer.com/proinfo/TipTrick/techno_VoIP01.asp
http://www.ku.ac.th/magazine_online/voip.html
http://www.nectec.or.th/bid/mkt_info_tech_voip.htm
http://www.opentle.org/th/node/4681
http://www.shop4thai.com/th/category/?cat=58
http://www.sicc.ac.th/electronic/pd/1.htm
http://www.value.co.th/articles/voip_tech.htm
http://www.value.co.th/articles/voip_tech.htm

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง

อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง คืออะไร
บรอดแบนด์ (Broadband) เป็นคำที่ใช้ในความหมายของอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และโดยทั่วไป สามารถใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ใช่การนับเป็นรายชั่วโมงดังที่เคยมา และมีความเร็วสูงกว่าอินเตอร์เน็ตในแบบเดิมมาก
ประโยชน์
อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง หรือที่เรียกว่า “Broadband” นั้นมีประโยชน์หลายประการดังต่อไปนี้
1. โดยทั่วไปบรอดแบนด์จะมีความเร็วสูงกว่าอินเตอร์เน็ตเดิมมาก ซึ่งความเร็วที่สูงขึ้นนั้น อาจเป็น 10-20 เท่าขึ้นไป ดังเช่นถ้าเคยใช้อินเตอร์เน็ตที่ต่อด้วยโมเด็มและสายโทรศัพท์ในแบบเดิม ความเร็วสูงสุดที่ 56,000 บิทต่อวินาที หรือเรียกกันว่า 56 Kbps (Kbps มาจากคำว่าKilo bit per second) แต่ในความเร็วที่จะรับได้นั้นจะประมาณ 30-50 Kbps แต่สำหรับบรอดแบนด์นั้นจะมีความเร็วตั้งแต่ 256,000 บิทต่อวินาที จนถึง 10 ล้านบิทต่อวินาที ขึ้นอยู่กับบริการที่เราเรียกใช้และเริ่มมีในท้องถิ่นนั้นๆ
2. ระบบบรอดแบนด์จะเปิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องเสียเวลาโทรผ่านเข้าระบบเหมือนกับระบบอินเตอร์เน็ตตามบ้านในแบบเดิม
3. ระบบใช้สายโทรศัพท์ที่มีอยู่แล้ว สามารถใช้โทรศัพท์สายเดิมได้ตามปกติ ไม่ต้องไปติดตั้งสายโทรศัพท์เพิ่มเติม อ้นที่จริงระบบบรอดแบนด์ไม่จำเป็นต้องวางสายเพิ่มเสมอไป สายทองแดงที่มีอยู่แล้วก็ใช้ได้ เพียงแต่ต้องมีการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ต่อเชื่อม และการวางสายสัาณหลักเพิ่มขึ้น
4. สามารถต่อเชื่อมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้หลายๆ ตัวในที่ทำงานและที่บ้าน ด้วยเหตุที่บรอดแบนด์นี้สามารถให้บริการได้ด้วยความเร็วสูง จึงสามารถใช้ระบบร่วมกันใช้เครือข่ายอินเตอร์เน็ต หรือการต่อเชื่อมสู่ภายนอกได้หลายๆ เครื่องภายในบ้าน หรือสำนักงานขนาดเล็ก พูดง่ายๆ หากจะให้บริการบรอดแบนด์แล้ว เขาจะไม่คิดอย่างขี้เหนียว คนให้บริการจะต้องหาทางส่งเสริมการใช้ให้กว้างขวาง และให้มีราคาถูกให้ได้มากที่สุดเป็นหลัก
5. สามารถเลือกใช้โปรแกรมและบริการที่สมัยก่อนไม่สามารถเรียกใช้ได้ เช่นสื่อประเภทภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหวที่ต้องใช้ความเร็วสูง ซึ่งถ้าเป็นในระบบเดิม ก็ต้องรอเรียก Download กันนานแสนนาน หรือสำหรับอินเตอร์เน็ตผ่านสายโทรศัพท์ความเร็วปกติ จะไม่สามารถกระทำได้เลย เป็นต้น
6. สามารถรับและส่งไฟล์หรือหน่วยข้อมูลขนาดให่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งหากไม่มีระบบดังกล่าว อาจต้องใช้การบันทึกลงในแผ่นซีดีรอม (CD-ROM) แล้วส่งไปทางไปรสณีย์ ซึ่งต้องใช้เวลา สิ้นเปลืองด้านระบบจัดส่ง แต่ถ้ามีระบบดังกล่าว งานที่มีขนาดให่ก็สามารถส่งไปยังที่ต่างๆ ได้ โดยใช้เป็นระบบออนไลน์ ผลประโยชน์คือการลดความยุ่งยากในการจัดส่ง และการให้บริการ
7. ทำให้คนทำงานได้ โดยไม่ต้องเดินทางไปจริงๆ (Telecommuting) หากมีระบบต่อเชื่อมเข้าสู่ระบบเครือข่ายได้ ในการมีบริการบรอดแบนด์ ทำให้คนทำงานที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ช่วยนั้น สามารถเลือกที่จะทำงานในจุดที่เขาสามารถติดต่อสื่อสารได้อย่างหลากหลาย สามารถติดต่อได้เป็นแบบ ทาง สามารถเรียกใช้ไฟล์จากที่ต่างๆ ได้ไม่แตกต่างจากการไปทำงานในที่ทำงานปกติ
8. สามารถจัดทำระบบประชุมทางไกลได้ ด้วยค่าใช่จ่ายที่ถูกลง ในสมัยก่อนหน้านี้ หากจะมีการประชุมทางไกล ก็ต้องไปเช่าบริการสถานีโทรทัศน์ ต้องมีการเช่าช่องสัาณเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่ามาก แต่ถ้าเป็นระบบบรอดแบนด์ที่มีความเร็วพอระหว่าง จุด หรือหลายจุดขึ้นไป ก็จะสามารถจัดการระบบการประชุมได้ทันทีด้วยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
9. สามารถใช้ระบบที่มี Server แบบส่วนกลางได้ โดยไม่ต้องกระจาย Server ไปตามที่ต่างๆ เรื่องนี้นับว่าเป็นสิ่งสำคั ยกตัวอย่างสำหรับโรงเรียนขนาดนักเรียน 100 คน จะให้ทางโรงเรียนมีผู้ดูแลระบบที่ต้องมีความสามารถใกล้เคียงกับวิศวคอมพิวเตอร์นั้น คงจะกระทำได้ยาก เพราะมีโรงเรียนดังกล่าวทั่วประเทศไทยกว่า 30,000 แห่ง และมีกว่าครึ่งที่มีขนาดเล็ก มีครูอาจารย์ที่ไม่สามารถฝึกฝนเพื่อให้รองรับระบบคอมพิวเตอร์เครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบบรอดแบนด์จะช่วยทำให้ไม่ต้องพึ่งความสามารถบุคคลที่ปลายทางมากนัก เพราะระบบเมื่อติดตั้งแล้ว โอกาสที่จะใช้การไม่ได้นั้นมีไม่มากและไม่บ่อยนัก และเมื่อมีปัหาเกิดขึ้น ก็สามารถวางระบบที่ทำให้ดำเนินการแก้ไขได้ในแบบออนไลน์ได้อย่างสะดวก
ข้อจำกัด
เมื่อเป็นสิ่งที่ดี แล้วทำไมจึงยังไม่สามารถทำให้มีใช้แพร่หลาย คำตอบก็คือ
1. ยังไม่มีบริการทั่วไปอย่างกว้างขวาง แม้ในประเทศที่เป็นต้นกำเนิดอินเตอร์เน็ตอย่างสหรัฐอเมริกา ก็มีบรอดแบนด์ใช้เพียงร้อยละ 33ส่วนให่ก็ยังใช้บริการในแบบเดิมและเห็นว่าดีเพียงพอแล้ว และเมื่อมีขีดความต้องการไม่ถึง กลุ่มประชากรในบริเวณนั้นเบาบาง เป็นชนบท ท้องถิ่นห่างไกล ก็ไม่สามารถวางระบบให้บริการได้ด้วยต้นทุนต่อหน่วยจะสูงเกินไปสำหรับการให้บริการเชิงการค้า
2. การต้องมีการลงทุนที่ต้องใช้เงินและเวลา การจะมีบริการบรอดแบนด์ได้ต้องมีการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ต่อเชื่อม และปรับสายโทรศัพท์ตามปกติขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ต้องมีการขยายเส้นทางสายกลาง หรือที่เขาเรียกว่า Backbone ตัวอย่าง เช่น จากส่วนกลาง คือในบริเวณกรุงเทพมหานครไปสู่จุดรับ (Node) ในระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นจังหวัดหลักๆ ของภูมิภาคนั้นๆ และจากระดับภูมิภาค ก็จะกระจายไปสู่ระดับจังหวัดต่างๆ (Provincial Nodes) และจากนั้นก็จะไปสู่ระดับผู้ใช้ปลายทางในกรณีเช่นนี้ เขาจึงเลือกให้บริการในส่วนของจังหวัดและบริเวณในจังหวัดที่มีลูกค้าที่จะมีศักยภาพในการจ่ายสูง ซึ่งก็อาจเริ่มต้นที่ตัวเมืองของแต่ละจังหวัดก่อน และไปสู่อำเภอขนาดให่ก่อนไปสู่อำเภอขนาดเล็ก ไปสู่ระดับตำบล และสู่หมู่บ้านที่มีประชากรพอสมควร
โอกาสสำหรับสถานศึกษา
บริษัทและองค์กรให้บริการอินเตอร์เน็ตและเครือข่ายโทรคมนาคมมองระบบการศึกษาอย่างไร ก็เป็นส่วนสำคั เพราะถ้าองค์กรเหล่านี้มองการศึกษาเป็นดังองค์กรธุรกิจ (Corporate) ทั่วๆ ไป เขาจะมองว่าระบบการศึกษาไม่มีความสามารถในการจ่าย นั้นเป็นการมองจากภาคธุรกิจโดยทั่วๆ ไป แต่ถ้ามองอีกด้านหนึ่งคือ ระบบการศึกษาคือระบบที่มีศักยภาพที่มีขนาดให่ ภาพการลงทุนเพื่อการศึกษาก็จะเปลี่ยนไป ระบบการศึกษารับผิดชอบต่อคนในระดับอย่างน้อยๆ 12 ล้านคนจากประชากรทั้งประเทศ 64-65 ล้านคน คนที่เป็นนักเรียน นักศึกษาในวันนี้ ในวันข้างหน้าเขาก็เป็นกำลังคนสำคัของประเทศโดยภาพรวมประเทศไทยมีสถานศึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก กระจายทั่วประเทศ บางแห่งอยู่ในเมือง แต่เป็นอ้นมากกระจายอยู่ในชุมชนขนาดเล็กและกลางที่มีประชากรไม่หนาแน่นมากนัก เป็นอันมากเป็นชุมชนเกษตรที่ไม่มีคนมีการศึกษาระดับสูงอยู่มากนัก และด้วยเหตุที่ไม่มีคนไม่มีการศึกษาอยู่มาก ระบบอุตสาหกรรมจึงไม่ไปลงทุน เพราะจะไม่มีคนทำงานมีคุณภาพสนับสนุน และเมื่อไม่มีงานที่ใช้การศึกษาและมีรายได้สูงรองรับในชุมชน คนก็จะยิ่งไหลออกไปอยู่ที่อื่นๆ ที่มีความต้องการด้านแรงงานที่สามารถจ่ายได้มากกว่าการลงทุนที่ต้องคิดในเชิงเน้นการมีบริการพื้นฐานรองรับ ต้อง เน้น Supply Side อย่างมียุทธศาสตร์ ไม่ใช่ปล่อยให้ความต้องการตามตลาดเป็นตัวกำหนด หรือที่เรียกว่า Demand Side ในการสร้างบริการขั้นพื้นฐานที่จำเป็นนั้นนับเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคั เพราะบริการพื้นฐานที่จำเป็นและมีประโยชน์จะไปกระตุ้นให้เกิดการบริโภคที่เป็นยุทธศาสตร์ หรือ Strategic Demand & Consumption ที่จะสร้างขีดความสามารถในการทำงานของคน องค์กร ชุมชน และทั้งประเทศในภายหลัง ระบบการศึกษาเป็นส่วนสำคั ถ้านักเรียน นักศึกษาและคนรุ่นใหม่มีความคุ้นเคยกับการทำงานแบบใหม่ เรียนแบบใหม่ ในที่สุด เขาก็จะเข้าสู่ระบบงานที่จะไปเพิ่มขีดความสามารถให้กับองค์กรและชุมชนของเขา ความเจริและความกินดีอยู่ดีก็จะกระจายได้ทั่วประเทศ สร้างความแข็งแกร่งที่หนักแน่นและมีความสมดุล
สหรัฐอเมริกา
ประเทศสหรัฐอเมริกากระตุ้นการใช้งานบรอดแบนด์ โดยเริ่มจากในมหาวิทยาลัย เขามีโครงการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับสถาบันอุดมศึกษาอยู่ระบบหนึ่งเรียกว่า Internet2 โดยเขาวางเครือข่ายความเร็วสูงในระดับพันล้านบิทต่อวินาที เชื่อมโยงวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยสำคัทั่วประเทศสหรัฐอเมริกากว่า 200 แห่ง แล้วโครงการดังกล่าวก็เป็นความร่วมมือของบริษัทด้านโทรคมนาคมสำคัของประเทศ และมีการทำงานร่วมกันกับระบบอุตสาหกรรม ระยะแรกๆ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็ยังแทบไม่รู้เหมือนกัน ว่าจะใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตที่เพิ่มขนาดเป็นร้อยเท่าจากของเดิมได้อย่างไร ทุกฝ่ายก็ต้องหาทางใช้ประโยชน์จากโอกาสดังกล่าว และเมื่อได้เรียนรู้ศักยภาพ หลังจากนั้นก็มีการเชื่อมโยงสู่ระบบอุตสาหกรรม และสู่โรงเรียนในระดับต่างๆ อย่างที่เขาเรียกว่า K-20 คือเพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาไม่จำกัดระดับ ดังนี้เป็นต้น
ประเทศเกาหลีใต้
ในประเทศเกาหลีใต้ เมื่อเศรษฐกิจฟองสบู่แตก แทนที่เขาจะหยุดการบริโภค เขากลับกระตุ้นการบริโภคเชิงยุทธศาสตร์ มีการพัฒนาเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทั่วประเทศ ให้คนได้มีโอกาสใช้บริการดังกล่าวได้อย่างกว้างขวาง และทั่วถึงด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำ เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว ประเทศเกาหลีใต้ก็จัดเป็นประเทศฟื้นตัวได้เร็วและกลับสู่สภาพปกติ และที่สำคั เขามีความแข็งแกร่งทั้งด้านการศึกษาและคุณภาพกำลังคนที่จะแข่งขันต่อไปได้อย่างดียิ่ง

ลองดูประเทศเกาหลีในปัจจุบัน เขามีประชากร 48 ล้านคน มีสายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 12 ล้านสาย มีความเร็วระดับ 20-400 เท่าของระบบอินเตอร์เน็ตแบบเดิม มีสายบริการบรอดแบนด์ถึง 16 ล้านหลังคาเรือน สำหรับกลุ่มผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตนั้น มีร้อยละ 78 ที่ได้ใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง เป็นอัตราส่วนที่สูงกว่าในสหรัฐอเมริกา เท่า การค้าขายในตลาดหลักทรัพย์ร้อยละ 68 กระทำผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต การค้าปลีกร้อยละ 12 กระทำผ่านระบบออนไลน์
สู่ประเทศไทย
ในประเทศไทยเราได้ผ่านการแก้ปัหาด้านเศรษฐกิจด้วยการกระตุ้นการบริโภคในระดับรากห้ามา 4 ปีแล้ว ส่วนหนึ่งนับว่าเป็นความสำเร็จ เช่นการให้บริการ 30 บาทรักษาทุกโรค การมีกองทุนหมู่บ้านเพื่อลดภาระเงินกู้นอกระบบที่ชาวบ้านต้องไปหาจากแหล่งเงินทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวพัฒนาการด้านอินเตอร์เน็ตยังล้าหลัง มีประชากร 6.5-8.0 ล้านคนที่ได้ใช้อินเตอร์เน็ต ซึ่งนับว่ายังน้อยกว่าอัตราเฉลี่ยของโลก ในระบบโรงเรียนกว่าร้อยละ 80 นักเรียนยังไม่ได้มีโอกาสได้เรียนรู้การใช้งานอินเตอร์เน็ตจากทางโรงเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะไม่มีเครื่องพีซีเพียงพอ ไม่มีระบบอินเตอร์เน็ตที่สามารถใช้งานได้จริง และในระดับหมู่บ้านขนาด 100-500 คน ในชุมชนเกษตรยากจนอย่างอีสานและภาคใต้ เกือบร้อยละ 80 ไม่ได้มีโอกาสสัมผัสกับอินเตอร์เน็ตการให้โรงเรียนทุกแห่งได้มีโอกาสรับบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงนั้น จะเป็นตัวกระตุ้นที่มีความคุ้มในทางเศรษฐกิจที่สุดประการหนึ่ง เป็นการลงทุนที่มีเหตุผล สร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับระบบสื่อสารของคนไทย ทั้งสำหรับปัจจุบันและอนาคต
อินเตร์เน็ตความเร็วสูง หรืที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Broadband Internet มีความหมายที่แตกต่างกันกไปบ้างเล็กน้ย่างเช่น Jupiter Communication ให้ความหมายขง "อินเตร์เน็ตความเร็วสูง" ที่ใช้กับเครื่งพีซี หรืเครื่งตั้งโต๊ะปกติขงเรา คือ มีการต่เชื่มกับสายตลดเวลา ใช้ได้ 24 ชั่วโมง และมีความเร็วที่ไม่น้ยกว่า 256 กิโลบิตต่วินาที (256,000 Kbps) ในการรับข้มูลขาลง (Download) ส่วน Ovum ได้ให้คำจำกัดความตามการวิจัยว่า อินเตร์เน็ตความเร็วสูง คือ เป็นระบบที่ติดตั้งตายตัว และมีความเร็วไม่น้ยกว่า 144 กิโลบิตต่วินาที (144,000 Bit Per Second) 

คณะกรรมการด้านการสื่สารสหรัฐ ได้ให้คำธิบายว่า เป็นอินเตร์เน็ตที่มีความเร็วไม่น้ยกว่า 200 Kbps ในย่างน้ยทางใดทางหนึ่ง คืจะเป็นขาขึ้น หรืขาลงก็ตามสำหรับในคำธิบายจาก Webopedia ได้กำหนดความหมายว่า เป็นความเร็วที่ 1.54 Mbps (1,500,000 บิตต่วินาที) โดยใช้เส้นทางที่เป็นสาย แต่เป็นการสื่สารแบบสงทาง ไม่ใช่เพียงขาขึ้น หรืขาลงเพียงย่างเดียว 
และเมื่มีการใช้ความเร็วในการสื่สารที่สูงขนาดนี้ จึงทำให้สามารถรับหรืส่งสารที่เป็นสื่ประสมที่มีรายละเียดสูง (Rich Media)ย่างเช่น ภาพ ภาพเคลื่นไหว อย่างรายการโทรทัศน์ ได้ นกจากนี้ ในตลาดด้านการสื่สาร จะหมายถึงไม่เพียงความสามารถด้านการสื่สาร แต่จะพูดถึงด้านเนื้หาด้วยว่าจะต้งเป็นเนื้หาที่ทำสำหรับอินเตร์เน็ตความเร็วสูง ตัวย่างดังกล่าว เช่น ภาพยนต์ ภาพเคลื่นไหวสั้นๆ (Short films), flash, การ์ตูน ภาพ 3 มิติ วิทยุทางอินเตร์เน็ต วิดิโตามสาย การประชุมสัมมนาตามสาย และอื่นๆ
สายทองแดง ADSL
ADSLคือเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง บนเครือข่ายสายทองแดง หรือคู่สายโทรศัพท์นั่นเองครับ โดย ADSLเป็นเทคโนโลยีในตระกูล xDSLที่มีลักษณะสำคัญคืออัตราการเร็วในการรับข้อมูล (Downstream)และอัตราการเร็วในการส่งข้อมูล (Upstream)ไม่เท่ากัน ซึ่งอัตรารับข้อมูลสูงสุดที่ 8 เมกะบิตต่อวินาที และอัตราการส่งข้อมูลสูงสุดที่ 1 เมกะบิตต่อวินาที ระดับความเร็วในการ รับ-ส่ง ข้อมูลจะขึ้นอยู่กับ ระยะทาง และคุณภาพของคู่สาย ข้อดีของ ADSLก็คือคุณสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตไปพร้อมๆ กับคุยโทรศัพท์ได้ เพราะได้ใช้เทคนิคการเข้ารหัสสัญญาณ ที่จะแบ่งย่านความที่บนคู่สายทองแดง ออกเป็น 3ช่วงคือ ช่วงความถี่โทรศัพท์ (POTS)ช่วงความถี่ของการส่งข้อมูล (Upstream) ช่วงความถี่ในการรับข้อมูล (Downstream)จึงทำให้สามารถส่งข้อมูล และใช้โทรศัพท์ได้ในเวลาเดียวกัน ลืมปัญหาของการที่ต้องใช้คู่สายถึงสองเส้น หากต้องการใช้งานโทรศัพท์ธรรมดา และอินเทอร์เน็ตพร้อมๆ กันบนเทคโนโลยีของโมเด็ม 56K ไปได้เลย ด้วยเหตุนี้เมื่อคู่สายโทรศัพท์ของเรามีความเร็วที่เพิ่มขึ้นแล้ว ก็เท่ากับว่า เราสามารถเข้าใช้งานไปยังผู้ให้บริการทางด้านอินเทอร์เน็ตได้รวดเร็วขึ้นนั่นเอง 

ADSL จัดว่าเป็นบรอดแบนด์อย่างหนึ่งครับ แต่เป็นบรอดแบนด์ในราคาประหยัด ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ และออกแบบมาให้เหมาะสมสำหรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตจากบ้านที่มีความต้องการในการดาวน์โหลดข้อมูลมากกว่าการส่งข้อมูลออกจากเครื่อง ดังนั้นเทคโนโลยี ADSL จึงมีประโยชน์มากสำหรับผู้ต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่บ้าน เพราะช่วยให้สายโทรศัพท์มีความสามารถในการรับส่งข้อมูลที่สูงขึ้น ช่วยให้ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ในความเร็วไม่แตกต่างไปจากที่ทำงาน ซึ่งเรื่องราวที่เราจะพูดถึงกันในคราวนี้ก็คือเรื่องของ ADSL นี่หล่ะครับ เนื่องจากอินเทอร์เน็ตที่ให้บริการในปัจจุบัน ต่างก็อาศัยเจ้า ADSL พาสัญญาณอินเทอร์เน็ตมาถึงบ้านได้อย่างรวดเร็วขึ้น กันซะเป็นส่วนใหญ่ และเรียกกันง่ายๆ ว่า Hi Speed Internet นั่นเอง

ความแตกต่างระหว่าง ADSL และโมเด็ม 56K


ADSLไม่เหมือนกับโมเด็ม 56Kที่ติดมากับเครื่องโดยทั่วๆ ไป เพราะไม่ใช่ว่าคุณนึกอยากจะใช้งาน ADSLก็ไปหาซื้อชุดคิทอินเทอร์เน็ตจากร้าน 7-Eleven แล้วต่อสายโทรศัพท์เข้ากับโมเด็มเพื่อใช้งานได้เลย เพราะ ADSLมีขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่า เนื่องจากปัจจัยที่สำคัญสองสามประการ อย่างแรกชุดสายโทรศัพท์ในเขตโทรศัพท์ที่คุณใช้งานอยู่ จะต้องมีการติดตั้งฮาร์ดแวร์เพื่อให้บริการไว้เตรียมรองรับอยู่แล้ว ตามมาด้วยว่าสายโทรศัพท์ที่คุณต้องการใช้งานนั้น มีคุณภาพพอเพียงสำหรับบริการ ADSLหรือไม่ และสุดท้าย ก็คือต้องใช้โมเด็มพิเศษที่ทำงานในระบบ ADSL โดยเฉพาะ ถึงจะใช้งานได้ 

ดังนั้น ถึงแม้ ADSL จะได้เปรียบตรงที่ให้อัตราการโอนถ่ายข้อมูลสูง แต่ข้อจำกัดของการใช้งาน ADSL ก็คือจำกัดเบอร์โทรศัพท์เอาไว้ โดยจะต้องใช้งาน ADLS กับคู่สายโทรศัพท์ที่ได้ร้องขอไปเท่านั้น ไม่สามารถใช้งานข้ามเบอร์ หรือสลับสายโทรศัพท์ไปยังเบอร์อื่นๆ ได้ ไม่เหมือนกับ 56K ที่คุณสามารถนำไปใช้งานที่ไหนก็ได้ในทุกที่ที่ต้องการ ขอเพียงให้โทรศัพท์เข้าถึงได้เท่านั้นเอง 

การติดตั้งและใช้งาน ADSL ใช่ว่าจะได้ความเร็วตามที่เราร้องขอเสมอไป เช่น หากขอการติดตั้งใช้งานที่บริการ 128 kbps แต่ ADSL ยังมีข้อจำกัดในเรื่องระยะทางเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะยิ่งห่างจากชุมสายมากเท่าไหร่ อัตราของการรับส่งข้อมูลก็จะต่ำลงเท่านั้น ดังนั้นหากคุณอยู่ห่างจากศูนย์กลางของพื้นที่ให้บริการของชุมสาย อัตราการรับส่งข้อมูลก็จะลดลง ซึ่งทางผู้ให้บริการส่วนมากจึงต้องมีการทดสอบก่อนว่าคู่สายโทรศัพท์ของคุณสามารถรองรับบริการของ ADSL ได้อย่างเต็มความสามารถหรือไม่ ? 

สิ่งที่ตามมาอีกเรื่องหนึ่งก็คือบริการของ ADSL ใช่ว่าจะให้คุณได้บริการเต็มความสามารถของแบนด์วิดธ์ที่ขอไป เช่น การใช้งานที่ 128 kbps คุณจะใช้งานได้เต็ม 128 kbps บางช่วงเวลาเท่านั้น เพราะ 128 kbps จะถูกแชร์ให้กับผู้ร้องของบริการรายอื่นๆ ที่อยู่ละแวกเดียวกันกับคุณ ซึ่งจะทำให้ต้องแบ่งปันแบนด์วิดธ์ของการใช้งานออกตามจำนวนของผู้ใช้ แต่ในปัจจุบันยังคงไม่ได้เป็นปัญหามากมายนัก ทั้งนี้ก็เพราะจำนวนของการใช้งาน ยังคงไม่มากเท่าไหร่นั่นเอง 

สรุปก็คือ หลังจากที่คุณได้ร้องขอบริการ ADSL ไปแล้ว คุณจะสามารใช้งาน ADSL ได้เฉพาะกับเบอร์ที่ขอไปเท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยบนเบอร์ หรือนำโมเด็ม ADSL ไปใช้ในที่อื่นๆ ได้ และแบนด์วิดธ์ที่ได้ก็ไม่ใช่ว่าจะได้เต็มตามจำนวนที่ร้องขอบริการไป เพราะปัจจัยหลายๆ ประการ เช่น คุณภาพของสายโทรศัพท์ ระยะทางจากชุมสายถึงบ้านคุณ และจำนวนผู้แบ่งปันการใช้งาน ADSL ที่อยู่ละแวกเดียวกันนั่นเอง ซึ่งหากว่ามีการแชร์กันมากๆ ไม่เพียงแค่แบนด์วิดธ์เท่านั้นที่ถูกแบ่งปันไป การเข้าใช้งานอาจจะมีปัญหาตามมา เช่น ล็อกอินเข้าไปใช้งาน ADSL ไม่ได้ หรืออินเทอร์เน็ตช้ามากๆ นั่นเองครับ อันนี้พูดถึงกรณีที่อยู่ในช่วงเวลาที่คนใช้งานพร้อมๆ กันเยอะๆ นะครับ แต่ส่วนมากก็ไม่ได้เป็นถึงขนาดนั้น เพราะผู้ให้บริการส่วนใหญ่ก็รักษาคุณภาพของการให้บริการอยู่พอสมควร

ใยแก้ว

Fiber-to-the-home (FTTH) เป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว Fiber-to-the-x (FTTx) ได้แก่ Fiber-to-the-building (FTTB), Fiber-to-the-premises (FTTP ), Fiber-to-the-desk (FTTD), Fiber-to-the-curb (FTTC) และ Fiber-to-the-โหนด (FTTN). วิธีการเหล่านี้ทั้งหมดนำข้อมูลมาใกล้ชิดกับผู้ใช้ด้วยใยแก้วนำแสง ความแตกต่างระหว่างแต่ละวิธีการส่วนใหญ่ก็คือวิธีการที่จะทำอย่างไรจะนำใยแก้วนำแสงให้ใกล้ชิดกับผู้ใช้มากที่สุด วิธีการจัดส่งทั้งหมดเหล่านี้มีความคล้ายคลึงกับระบบไฮบริด fiber-coaxial (HFC) ที่ใช้เพื่อการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตด้วยสายเคเบิล
ใยแก้วนำแสงสามารถให้อัตราการส่งข้อมูลที่สูงขึ้นมากในระยะทางที่ไกลกว่ามาก อินเทอร์เน็ตที่มีความจุสูงส่วนใหญ่และแบ็คโบนของเคเบิลทีวีจะใช้เทคโนโลยีใยแก้วนำแสง จากนั้นข้อมูลจะถูกเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีอื่น ๆ (DSL, เคเบิลทีวี, โทรศัพท์บ้าน) สำหรับการส่งมอบสุดท้ายให้กับลูกค้า